วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

"ความสามัคคีนั้นเป็นการที่ทุกคนเห็นใจกัน ซึ่งกันและกัน และพร้อมเพรียง ก็หมายความว่า ไม่ได้ทำคนละทีสองที แต่ทำพร้อมพัน ความสามัคคีและความพร้อมเพรียงนี้มีผลต่อเนื่องอีกอย่างหนึ่ง อีกต่อไปว่า ทำให้ทุกคนมีความเข้มแข็ง แข็งแรง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขของแต่ละคน เพราะว่า คนเรามีทั้งสุข ทั้งทุกข์ เมื่อมีความสุขก็อยากให้คนอื่นมีความสุขด้วย ทำให้ความสุขของตัวใหญ่หลวงขึ้น เมื่อมีความทุกข์มีคนอื่นมาช่วยก็ทำให้ความทุกข์น้อยลง ฉะนั้น ความสามัคคีและความพร้อมเพรียงนั้น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ"
        พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพิธีพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน จังหวัดนครศรีธรรมราช ณ สนามกีฬาชาติตระการโกศล วันอังคารที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๑

รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมส่งน้ำใจไมตรี สู่พี่น้องชาวเนปาลผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว โดยสามารถบริจาคเงินผ่าน บัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาทำเนียบรัฐบาล การบริจาคได้สิทธิลดหย่อนภาษี

ตามที่ได้มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้ง ใหญ่ในประเทศเนปาล ทำให้ประชาชนชาวเนปาลได้รับความเดือดร้อนสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็น อย่างมาก จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทยมีความประสงค์ ที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวดังกล่าว โดยมีการเปิดรับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อรวบรวมส่งไปช่วยเหลือ และบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนชาวเนปาลนั้น การบริจาคช่วยเหลือในกรณีดังกล่าวผู้บริจาคสามารถนำเงินหรือมูลค่าทรัพย์สิน บริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อน หรือหักเป็นรายจ่ายในการเสียภาษีได้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้
         ๑. ผู้บริจาคที่เป็นบุคคลธรรมดา ได้เฉพาะการบริจาคเป็นเงิน ด้วยการโอนเงินเข้าบัญชี เพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยของหน่วยงานราชการที่เปิดรับบริจาคเป็นการเฉพาะ เช่น บัญชี "หัวใจไทย ส่งไปเนปาล" ธนาคาร กรุงไทย สาขาทำเนียบรัฐบาล ของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หมายเลขบัญชี ๐๖๗ - ๐ - ๑๐๓๓๐ - ๖ เป็นต้น หรือผ่านบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เช่น สถานีโทรทัศน์ หรือมูลนิธิของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น ผู้บริจาคสามารถนำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีได้ตามจริง (รวมกับเงินบริจาคอื่นๆ ด้วย) แต่ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ แล้ว โดยใช้หนังสือสำคัญการรับเงินบริจาคที่ส่วนราชการ หรือนิติบุคคลที่เป็นตัวแทนรับบริจาคออกให้ หรือใบโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือสลิปของธนาคาร เพื่อเป็นหลักฐานในการนำไปหักลดหย่อนต่อไป
        ๒. ผู้บริจาคที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคไปหักรายจ่ายได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ ๒ ของกำไรสุทธิในปีที่บริจาค นอกจากนี้ กรณีการบริจาคทรัพย์สินหรือสินค้าดังกล่าว ถือเป็นเหตุอันสมควรที่ไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม
        ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่รับบริจาคเงินหรือ ทรัพย์สินต้องนำเงินและทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคมาทั้งจำนวนนั้น ไปบริจาคให้แก่หน่วยงานของส่วนราชการไทยเท่านั้น เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและหน่วยงานราชการนั้น จะต้องออกหนังสือสำคัญหรือหลักฐานที่แสดงว่าได้รับการบริจาคโดยมียอดเงิน หรือทรัพย์สินที่เป็นยอดรวมทั้งสิ้นตรงกับยอดที่รับบริจาคมาทั้งจำนวน
        กรณีนี้ ผู้บริจาคที่เป็นบุคคลธรรมดาและผู้บริจาคที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จึงจะได้รับสิทธินำยอดเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคไปหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ แต่หากตัวแทนรับบริจาคนำไปมอบให้แก่ ผู้ประสบภัยโดยตรง ผู้บริจาคจะไม่ได้รับสิทธิในการหักลดหย่อนแต่อย่างใด (ที่มา : กรมสรรพากร)

บทความทางศีลธรรมและวัฒนธรรม เรื่อง "น้ำผึ้งหยดเดียว"

กองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดทำบทความทางศีลธรรมและวัฒนธรรมเพื่อเผยแพร่ให้กำลังพลได้ทราบถึงหลักธรรม ในการดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท สำหรับในวันนี้นำเสนอเรื่อง "น้ำผึ้งหยดเดียว"
        มีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่ง หาบน้ำผึ้งที่ใส่หม้อดินไปขายในตลาด มีคนเดินมาชนหาบของเขา น้ำผึ้งจึงกระฉอกหกลงที่ถนน พวกแมลงหวี่ได้กลิ่นน้ำผึ้งจึงบินมาตอม ฝ่ายแมวเห็นแมลงหวี่จับกลุ่มกินน้ำผึ้งก็ออกมาไล่ตะปบแมลงหวี่ ส่วนสุนัขที่อยู่บ้านถัดไปเห็นแมวอยู่ที่ถนน จึงวิ่งออกจากบ้านมาไล่กัดแมว แมวรีบหนีเข้าบ้าน สุนัขก็ไล่เห่าแมวไปจนถึงบ้าน เจ้าของแมวเห็นสุนัขของคนข้างบ้านมาไล่กัดแมว จึงคว้าไม้ไล่ตีสุนัขด้วยความโมโห สุนัขวิ่งไปทางตลาดเพื่อไปหาเจ้าของที่ขายของอยู่ในตลาด เจ้าของสุนัขเห็นเจ้าของแมวไล่ตีสุนัขของตนมา จึงออกมาต่อว่า ในที่สุดก็ทำให้ทะเลาะกัน อันเนื่องมาแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากน้ำผึ้งหยดเดียวแท้ ๆ
        จากเรื่องดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นบางครั้งมาจากต้นตอเพียงเล็กน้อย แต่สามารถลุกลามใหญ่โตขึ้นได้ เพราะคู่กรณีหรือผู้เกี่ยวข้องไม่ยอมมาพบมาพูดคุยกัน ไม่ยอมมาไกล่เกลี่ยเพื่อให้เรื่องยุติโดยเร็ว หรือบางครั้งมัวแต่พูดจาตอบโต้ท้าทาย เรื่องจึงบานปลายลุกลามใหญ่โต กลายเป็นข้อพิพาทที่หาทางยุติไม่ได้ วิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดนั้น พุทธศาสนาสอนให้ลดทิฐิมานะแล้วหาทางประนีประนอมกัน และตกลงกันในทางที่เหมาะที่ควร จึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
         ผู้ที่มองข้ามความสำคัญในข้อนี้ ต้องพบกับความวิบัติมามากต่อมากแล้ว อาทิ เด็ก ๆ เล่นกันแล้วทะเลาะกัน เป็นชนวนให้พ่อแม่ ผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายทะเลาะกัน คนบ้านชิดติดกันต้องมาทะเลาะกันเพียงแค่กิ่งมะม่วงยื่นเข้าไปในเขตบ้านกัน และประเทศต่าง ๆ ต้องวุ่นวายเกิดความโกลาหล เกิดปะทะกันรุนแรง เสียหายไปทุกส่วนอยู่บ่อย ๆ เป็นต้น ก็เพราะเรื่องแบบน้ำผึ้งหยดเดียวนี่เอง ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในสังคม จึงไม่มีวิธีใดดีเท่ากับการหันหน้ามาพูดคุยกันด้วยจิตอันประกอบด้วยเมตตา หากทำได้เช่นนี้ เหตุการณ์ลักษณะน้ำผึ้งหยดเดียวก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน (ที่มา : อศจ.ยศ.ทร.)

กองทัพเรือจัดหมู่เรือเข้าร่วมงานแสดงนิทรรศการทางเรือและการบินนานาชาติ International Maritime Defence Exhibition ASIA 2015 ระหว่าง ๑๑ - ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘

กองทัพเรือ โดย กองเรือยุทธการ จัดหมู่เรือร่วมงานแสดงนิทรรศการทางเรือและการบินนานาชาติ International Maritime Defence Exhibition ASIA 2015 (หมู่เรือ IMDEX ASEA 2015) ระหว่างวันที่ ๑๑ - ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ณ ฐานทัพเรือชางงี สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยมี นาวาเอก วราห์ แทนขำ รองผู้บัญชาการกองเรือฟริเกตที่ ๑ กองเรือยุทธการ เป็นผู้บังคับหมู่เรือ
         การจัดหมู่เรือเดินทางไปร่วมงานแสดงนิทรรศการทางเรือและการบินนานา ชาติ International Maritime Defence Exhibition ASIA 2015 ระหว่างวันที่ ๑๑ - ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ประกอบด้วย เรือหลวงกระบี่ และเรือ ต.๑๑๓ นอกจากจะเป็นไปตามคำเชิญของกองทัพเรือสิงคโปร์แล้ว ยังมีการฝึกร่วมระหว่างกำลังทางเรือของชาติต่าง ๆ ที่เข้าร่วมงาน นับเป็นโอกาสที่กำลังทางเรือของกองทัพเรือได้เข้าร่วมในกิจกรรมระดับนานา ชาติ รวมทั้งเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดีระหว่างกองทัพเรือกับ กองทัพเรือสิงคโปร์ และกองทัพเรือประเทศต่าง ๆ ที่ส่งกำลังเข้าร่วมงาน ฯ อีกทั้งเป็นโอกาสอันดีที่กำลังพลกองทัพเรือจะได้รับประสบการณ์ในการเดินทาง ในน่านน้ำต่างประเทศ และการปฏิบัติงานร่วมกับกองทัพเรือมิตรประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติงานในอนาคต
        สำหรับการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ ๗ จากการจัดงาน ฯ จำนวน ๘ ครั้ง นับเป็นการจัดกำลังทางเรือเข้าร่วมกิจกรรมที่สำคัญที่มีการดำเนินการมาอย่าง ต่อเนื่อง โดยกองทัพเรือได้จัดเรือหลวงกระบี่เข้าร่วมงาน เพื่อแสดงขีดความสามารถของกองทัพเรือในการต่อเรือขนาดใหญ่ใช้งานได้เอง และเข้าร่วมฝึกผสม 5th WMSX ในคราวเดียวกัน (ที่มา : ยก.ทร.)

กองทัพเรือเข้าร่วมประชุมเตรียมการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมด้านยุทธการไทย - อินโดนีเซีย ครั้งที่ ๗

 กองทัพเรือ จัดกำลังพลเข้าร่วมประชุมเตรียมการจัดการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมด้านยุทธการไทย - อินโดนีเซีย ครั้งที่ ๗ (The 7th Joint Coordinated Operations and Exercises Sub - Committee JCOESC VII) ร่วมกับฝ่ายอินโดนีเซีย ณ จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างวันที่ ๑๐ - ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๘ โดยมี พลโท วัลลภ รักเสนาะ เจ้ากรมยุทธการทหาร และเจ้ากรมยุทธการทหารอินโดนีเซีย เป็นประธานร่วม
        การประชุมในครั้งนี้ เป็นการเตรียมการด้านความร่วมมือระดับเหล่าทัพ กับเหล่าทัพ ในด้านต่าง ๆ เช่น การฝึก การประชุม การแลกเปลี่ยนการเยือน การปฏิบัติการร่วม ความตกลงต่าง ๆ และกิจกรรมอื่น ๆ รวมทั้งการลาดตระเวนร่วมทางทะเลไทย - อินโดนีเซีย เป็นต้น (ที่มา : สนผ.ยก.ทร.)

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

"ในการปฏิบัติทั้งปวง ทั้งงานที่เป็นภาระทางโลก ทั้งงานที่เป็นการค้นหาความจริงในทางธรรม ถ้าบุคคลระมัดระวังตั้งใจปฏิบัติให้เป็นกลาง โดยใช้กำลังกาย กำลังใจ และกำลังความเพียรให้พอเหมาะกับงาน และกระทำโดยถูกต้องเที่ยงตรง พร้อมด้วยสติสัมปชัญญะไม่ให้เจือปนด้วยอคติ ทั้งสามประการแล้ว บุคคลก็จะได้รับแต่ผลสำเร็จอันเลิศ ซึ่งประกอบด้วยความสงบ สะอาด และสว่าง ที่ว่าสว่างนั้น คือ มีปัญญารู้เหตุรู้ผล รู้ผิดชอบชั่วดีโดยกระจ่างชัด เพราะมีใจเป็นอิสระพ้นอำนาจครอบงำของอคติ ที่ว่าสะอาดนั้น คือ ไม่มีความทุจริตทั้งในกายวาจาใจมาเกลือกกลั้ว เพราะเห็นจริงชัดในกุศลและอกุศล ที่ว่าสงบนั้นคือ เมื่อไม่ประพฤติทุจริตทุก ๆ ทางแล้ว ความเดือดร้อนวุ่นวายจากบาปทุจริตก็ไม่เข้ามาแผ้วพาลคนที่ประพฤติปฏิบัติตน ปฏิบัติงานเป็นสายกลาง จึงประสบความสุขความร่วมเย็นแต่ฝ่ายเดียว
         พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อเชิญไปอ่านในการประชุมสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ ๒๖ ที่จังหวัดนครพนม ระหว่างวันที่ ๑๕ - ๑๗ ธันวาคม ๒๕๒๑

สมาคมภริยาทหารเรือ ให้ทุนการศึกษาแก่บุตรสมาชิก ประจำปี ๒๕๕๘ ส่งใบสมัครขอรับทุนตั้งแต่บัดนี้ ถึง ๑๕ พฤษภาคม ศกนี้

สมาคมภริยาทหารเรือ จะพิจารณาให้ทุนการศึกษาแก่บุตรของสมาชิกสมาคมภริยาทหารเรือ ประจำปี ๒๕๕๘ ประเภททุนส่งเสริมการศึกษาและทุนผูกพัน โดยผู้มีสิทธิขอทุนส่งเสริมการศึกษา จะต้องเป็นสมาชิกสามัญตลอดชีพ ครบ ๒ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเป็นภริยาถูกต้องตามกฎหมายของข้าราชการสังกัดกองทัพเรือชั้นยศไม่เกิน เรือเอก หรือเป็นสมาชิกสมทบตลอดชีพสำหรับผู้มีสิทธิรับทุนจะต้องเป็นบุตรที่ถูกต้อง ตามกฎหมายของผู้รับทุน เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาอายุไม่เกิน ๒๒ ปี มีความประพฤติดี และเอาใจใจต่อการเรียน
        หลักฐานการสมัครขอรับทุน ประกอบด้วย
          - ใบสมัครขอรับทุนต้องผ่านการรับรองจากต้นสังกัดของบิดาหรือมารดา ซึ่งรับราชการสังกัดกองทัพเรือ
          - สำเนาสมุดรายงานประจำตัวนักเรียนหรือระเบียนการศึกษาของบุตร ที่มีผลคะแนนเฉลี่ยตลอดปีการศึกษา ๒๕๕๗ โดยสถานศึกษารับรองสำเนาถูกต้องเท่านั้น
          - สำเนาบัตรสมาชิกสมาคมภริยาทหารเรือด้านหน้าและด้านหลัง
          - สำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อบิดา มารดา และบุตรที่ขอรับทุน
          - หนังสือรับรองความสามารถพิเศษที่โรงเรียนหรือสถาบันที่เกี่ยวข้องรับรอง
          - สำหรับผู้สมัครขอรับทุนที่สำเร็จการศึกษาประถมศึกษาปีที่ ๖ มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา ในปีการศึกษา ๒๕๕๗ จะต้องมีหลักฐานแสดงว่าสถาบันที่จะเข้าศึกษาต่อได้รับเข้าศึกษาในสถาบันการ ศึกษานั้น ๆ แล้ว
         สมัครขอรับทุนการศึกษาพร้อมหลักฐานการสมัคร ได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ที่
         - ที่ทำการสมาคมภริยาทหารเรือ ภายในบริเวณ กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๒๒๑ ๗๘๙๘ หรือหมายเลขโทรศัพท์ภายใน ๕๕๖๖๕, ๕๓๒๔๓
         - ที่ทำการสมาคมภริยาทหารเรือฝ่ายภูมิภาค หมายเลขโทรศัพท์ภายใน ๗๕๐๒๘
(ที่มา : สมาคมภริยาทหารเรือ)

บทความทางศีลธรรมและวัฒนธรรม เรื่อง "โจรกลับใจ"

 กองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดทำบทความทางศีลธรรมและวัฒนธรรมเพื่อเผยแพร่ให้กำลังพลได้ทราบถึงหลักธรรม ในการดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท สำหรับในวันนี้นำเสนอเรื่อง "โจรกลับใจ"
         มีเรื่องเล่าว่ามีโจรกลุ่มหนึ่งเที่ยวปล้นผู้คนไปทั่ว โดยไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน วันหนึ่งได้วางแผนปล้นครอบครัวของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ระหว่างที่รอจังหวะเข้าปล้นนั้น ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก จึงพากันวิ่งไปหลบฝนที่ใต้ถุนบ้าน ระหว่างนั้นภรรยาได้ลงมาเก็บของที่ใต้ถุน และพบโจรกลุ่มนั้นเข้าพอดี เธอเข้าใจว่าเป็นคนเดินทางทั่วไปที่เข้ามาหลบฝนชั่วคราว จึงโอภาปราศรัยด้วยคำที่มีไมตรีจิต และเชิญชวนกินข้าวเย็นด้วยกัน โจรจึงพากันขึ้นไปกินข้าวบนบ้านและได้พบสามีของหญิงคนนั้นซึ่งมีอัธยาศัยดี ไม่แพ้กัน หลังกินข้าวเสร็จแล้ว พวกโจรก็ล้มเลิกความคิดที่จะปล้นบ้านหลังนั้น และได้บอกความจริงถึงสถานะตน พร้อมกับขอโทษที่คิดไม่ดี พร้อมทั้งรับประกันว่าจะไม่มีใครมาทำร้ายครอบครัวสามีภรรยาคู่นี้ตั้งแต่บัด นี้ไป จากนั้นจึงลากลับโดยไม่แตะต้องทรัพย์สินแต่อย่างใด
        เรื่องนี้แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ในสังคมปัจจุบันอาจจะไม่มี จริง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของน้ำใจไมตรีที่กระทำไปโดยไม่คิดหวังผลตอบแทน แต่ทำไปเพราะเห็นแก่มนุษยธรรม สามารถทำให้ผู้คิดร้ายมีจิตใจที่อ่อนโยนได้เช่นกัน รวมความว่าทั้งน้ำใจไมตรีที่เผื่อแผ่และคำพูดที่น่ารักนั้น เพียงสองประการนี้บางทีก็สามารถทำให้แคล้วคลาดจากภยันตรายต่าง ๆ ได้ ในทางกลับกัน หากสามีภรรยาคู่นี้ ละเลยน้ำใจไมตรีและคำที่ไพเราะแล้ว โอกาสที่จะถูกทำร้ายจากพวกโจรก็เป็นไปได้สูง
        ดังนั้น ทุกคนจึงควรแสดงน้ำใจและพูดคุยต่อกันด้วยไมตรีจิตให้เป็นนิสัย เพราะในทางพุทธศาสนา กล่าวถึงเรื่องของการให้และคำพูดที่ไพเราะไว้ในหลักของสังคหวัตถุธรรม คือ หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวกันและกันไว้ได้เป็นอย่างดี แล้วเมื่อถึงเวลานั้น เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกับเรื่องโจรกลับใจดังกล่าวข้างต้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน (ที่มา : อศจ.ยศ.ทร.)

โรงเรียนนายเรือ รับสมัครบุคคลพลเรือนเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการ ตั้งแต่วันนี้ ถึง ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘

โรงเรียนนายเรือ เปิดรับสมัครบุคคลพลเรือนเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไป กลุ่มงานบริการ จำนวน ๗ อัตรา ได้แก่ ตำแหน่งพนักงานบริการ จำนวน ๕ อัตรา, พนักงานสูทกรรม จำนวน ๑ อัตรา และพนักงานซักรีด จำนวน ๑ อัตรา โดยรับสมัครผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน ๔๐ ปี ไม่จำกัดเพศ มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด สำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น
         สนใจขอรับใบสมัครและยื่นใบสมัครด้วยตนเอง พร้อมหลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย หนังสือแสดงวุฒิการศึกษาและผลการศึกษา, บัตรประจำตัวประชาชน, ทะเบียนบ้านของผู้สมัคร บิดา มารดา, รูปถ่าย, ใบกองหนุนหรือใบแทน หรือหลักฐานที่แสดงว่าผ่านการคัดเลือกทหารกองประการ และใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลของรัฐ ยื่นได้ที่ กองบัญชาการโรงเรียนนายเรือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่บัดนี้ ถึง ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ในวันราชการ ระหว่างเวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๕.๐๐ น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๔๗๕ ๓๙๑๑ หรือ ๐ ๒๔๗๕ ๓๙๗๖ หรือดูได้ที่เว็บโซต์โรงเรียนนายเรือ www.rtna.ac.th (ที่มา : รร.นร.)

กรมสวัสดิการทหารเรือ รับสมัครบุคคลพลเรือนเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการ จำนวน ๔ อัตรา

กรมสวัสดิการทหารเรือ เปิดรับสมัครบุคคลพลเรือนเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไป กลุ่มงานบริการ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๘ จำนวน ๔ อัตรา ได้แก่ ตำแหน่งพนักงานบริการ ปฏิบัติงานที่ กรมสวัสดิการทหารเรือ กรุงเทพมหานคร จำนวน ๒ อัตรา, ตำแหน่งพนักงานบริการ ปฏิบัติงานที่ สำนักงานควบคุมอาคารที่พักอาศัยส่วนกลางกองทัพเรือ พื้นที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน ๑ อัตรา และ ตำแหน่งพนักงานเกษตร จำนวน ๑ อัตรา ปฏิบัติงานที่ ศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือบางพระ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
          คุณสมบัติของผู้สมัครจะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน ๓๕ ปี, เพศชายต้องผ่านการคัดเลือกทหารกองประจำการ และหมดข้อผูกพันตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พุทธศักราช ๒๔๙๗ แล้ว
          หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย สำเนาหลักฐานการศึกษา, สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้านของผู้สมัคร บิดา และมารดา, สำเนาใบกองหนุนหรือใบแทนหรือหลักฐานที่แสดงว่าผ่านการคัดเลือกทหารกองประจำการ, รูปถ่าย ขนาด ๒ นิ้ว จำนวน ๒ รูป, สำเนาหลักฐานอื่น ๆ เช่น ใบสำคัญการสมรส, ใบสำคัญการหย่า หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ - ชื่อสกุล และใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลของรัฐบาล
          ผู้ที่สนใจสมัครเข้าเป็นพนักงานในตำแหน่งดังกล่าว สามารถขอรับใบสมัครและยื่นใบสมัครด้วยตนเอง ที่ แผนกธุรการ กองบังคับการ กรมสวัสดิการทหารเรือ ถนนอิสรภาพ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่บัดนี้ ถึง ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ในวันและราชการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๔๗๕ ๓๒๖๕ หรือ ๐ ๒๔๑๑ ๕๘๖๔ (ที่มา : สก.ทร.)

กรมแพทย์ทหารเรือ รับสมัครบุคคลเพื่อสอบบรรจุเข้ารับราชการ ปีงบประมาณ ๒๕๕๘ จำนวน ๒ อัตรา ตั้งแต่วันนี้ ถึง ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘

กรมแพทย์ทหารเรือ เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อสอบแข่งขันบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งอัตรานายทหารสัญญาบัตรปริญญา ปีงบประมาณ ๒๕๕๘ จำนวน ๒ อัตรา ในตำแหน่งแพทย์ ฝ่ายบริการสุขภาพ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า จำนวน ๑ อัตรา และ ตำแหน่งนักเทคนิคการแพทย์ ฝ่ายบริการสุขภาพ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า จำนวน ๑ อัตรา
        ผู้สมัครเพื่อสอบแข่งขันจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
         - สำเร็จการศึกษาโดยมีคุณวุฒิระดับปริญญาตรี ไม่จำกัดเพศ และเป็นผู้ขึ้นทะเบียนได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ โดยผู้สมัครตำแหน่งแพทย์ ฝ่ายบริการสุขภาพ จะต้องมีคุณวุฒิแพทย์ศาสตร์และวุฒิบัตรสาขาจักษุวิทยา ต้องสำเร็จการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านแล้ว ส่วนผู้สมัครตำแหน่งนักเทคนิคการแพทย์ จะต้องมีคุณวุฒิ/สาขาเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก ต้องปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสังกัดกองทัพเรือ มีอายุงานติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๒ ปี นับถึงวันสมัคร
        - มีอายุไม่เกิน ๓๕ ปีบริบูรณ์
        - มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด และบิดามารดามีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ถ้าบิดาเป็นนายทหารสัญญาบัตร หรือนายทหารประทวน ซึ่งมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดแล้ว มารดาจะมิใช่เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิดก็ได้
          หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย รูปถ่าย ขนาด ๔ x ๖ เซนติเมตร จำนวน ๑ รูป, สำเนาทะเบียนบ้านของผู้สมัคร บิดาและมารดาผู้สมัคร, สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้สมัคร, สำเนาปริญญาบัตร ระเบียนแสดงผลการศึกษา, สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ, สำเนาวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญการประกอบวิชาชีพเวชกรรม, หลักฐานการรับราชการทหาร (เฉพาะชาย เช่น สด.๘ หรือ สด.๔๓) และใบรับรองการตรวจร่างกายของแพทย์และผลการตรวจสุขภาพจิต โดยจิตแพทย์ของโรงพยาบาลทหาร
           ผู้ประสงค์จะสมัครสอบยื่นใบสมัคร ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ น. - ๑๖.๓๐ น. (เว้นวันหยุดราชการ) ที่ กองกำลังพล กรมแพทย์ทหารเรือ ชั้น ๒ อาคารกองบังคับการ กรมแพทย์ทหารเรือ ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๔๗๕ ๒๕๙๓ หรือที่ แผนกกำลังพล กองอำนวยการ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองกำลังพล กรมแพทย์ทหารเรือ หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๔๗๕ ๒๕๙๓ หรือ ๐ ๒๔๗๕ ๒๖๐๖ ในวันและเวลาราชการ (ที่มา : พร.)

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

"วิชาความรู้ที่แต่ละคนมีอยู่เป็น ปัจจัยสำคัญสำหรับการทำงานสร้างฐานะ ความเจริญมั่นคงของตนเองและบ้านเมือง แต่นอกจากนั้น บุคคลยังต้องอาศัยคุณธรรมอีกหลายอย่างเป็นพื้นฐานรองรับและส่งเสริมวิชาการ เพื่อให้สำเร็จความมุ่งหมายได้โดยสมบูรณ์ คุณธรรมข้อแรกคือ การระมัดระวังพิจารณาเรื่องราวและปัญหาทุกอย่างด้วยจิตใจที่มั่นคง และเป็นกลางปราศจากอคติ ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นเหตุ เห็นผลเห็นสาระของเรื่องได้อย่างถูกต้อง ทำให้สามารถจำแนกความถูกผิด ดีชั่ว และปฏิบัติตน ปฏิบัติงานได้ถูกถ้วน เที่ยงตรง พอเหมาะพองาม ข้อที่สอง คือ ความจริงใจต่อฐานะหน้าที่ของตน ไม่หลอกลวงตนเอง ไม่หลอกลวงกันและกัน อันเป็นมูลเหตุสำคัญของความผิดพลาดล้มเหลวของภารกิจทั้งปวง ความจริงใจนี้ทำให้บุคคลเข้าถึงกัน เข้าถึงงาน เข้าถึงเป้าประสงค์ได้โดยตรง และช่วยให้สามารถสร้างสรรค์ความดี ความเจริญได้โดยอิสระ คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ
         พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันเสาร์ที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๒๖