วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กองทัพเรือ กำหนดถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกองทัพเรือ ณ วัดชิโนรสาราม วรวิหาร ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๖


กองทัพเรือ ได้ขอพระราชทานผ้าพระกฐิน ประจำปี ๒๕๕๖ ไปทอดถวาย ณ วัดชิโนรสาราม วรวิหาร แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ในวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสมทบทุนบูรณปฏิสังขรณ์
         วัดชิโนรสาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองมอญฝั่งเหนือ ใกล้พระราชวังนันทอุทยาน สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๓ และ เมื่อการก่อสร้างปฏิสังขรณ์สำเร็จบริบูรณ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ผู้ทรงสร้างวัด ทรงขนามนามว่า วัดชิโนรสาราม ภายในวัดมีถาวรวัตถุและสิ่งสำคัญประกอบด้วย พระประธานในพระอุโบสถ ปางมารวิชัย ๑ องค์ พระอัครสาวก ๒ องค์ พระพุทธรูปยืนสูง ๓ ศอกบ้าง ๔ ศอกบ้าง จำนวน ๗ องค์ นอกจากนั้นภายในพระอารามยังมีสิ่งที่นับว่าเป็นปูชนียสถานสำคัญคือ พระเจดีย์ใหญ่ ๒ องค์ พระเจดีย์ไม้ ๑๒ ทรงเครื่อง ๔ องค์ พระปรางค์ ๒ องค์ เป็นต้น เมื่อได้ทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์วัตถุสิ่งใดในวัดนี้ ก็โปรดให้ช่างปั้นหรือเขียนเป็นรูปนาคไว้ทั่ว เพื่อเป็นเครื่องหมายให้ตรงกับพระนามเดิม คือ พระองค์เจ้าวาสุกรีของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส นอกจากนี้ โปรดให้ปั้นพระมหามงกุฎลงรักปิดทองไว้เหนือเรือนแก้วหลังพระประธานในพระอุโบสถ เพื่อเป็นเครื่องหมายว่า พระองค์ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้เป็นส่วนใหญ่ เครื่องหมายเหล่านี้ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้
        อานิสงค์ของการทอดกฐิน เป็นการสงเคราะห์พระภิกษุที่จำพรรษาครบไตรมาสให้ได้รับอานิสงส์ตามพระพุทธบัญญัติ เป็นการเทิดทูนพระพุทธบัญญัติเรื่องกฐินให้คงอยู่สืบไป นับได้ว่าบูชาพระพุทธศาสนาด้วยการปฏิบัติบูชาส่วนหนึ่ง และเป็นการสืบต่อประเพณีกฐินทานมิให้เสื่อมสลายไปจากวัฒนธรรมประเพณีของคนไทย ซึ่งการทอดกฐินเป็นการถวายทานโดยมิเจาะจงบุคคลใดโดยเฉพาะ เป็นลักษณะสังฆทาน ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่ามีผลานิสงส์มาก และการร่วมบำเพ็ญกุศลกฐินทานเป็น "กาลทาน" คือ เป็นทานที่ถวายได้ภายในเวลาที่มีพระพุทธานุญาตกำหนดจึงมีอานิสงส์เป็นพิเศษ นอกจากนี้ การทอดกฐินส่วนใหญ่เป็นการร่วมมือร่วมใจกันระหว่างคนจำนวนมากเพื่อสร้างความดีงาม จึงเป็นการเสริมสร้างพลังสามัคคีขึ้นในสังคมซึ่งเป็นผลให้เกิดความเจริญก้าวหน้าได้ทางหนึ่ง
          ขอเชิญชวนข้าราชการ ทหาร ลูกจ้าง พนักงานราชการ และครอบครัว ตลอดจนประชาชนทั่วไปผู้มีจิตศรัทธาร่วมกุศลครั้งนี้ โดยร่วมบริจาคเงินได้ที่
           - กรมการเงินทหารเรือ พระราชวังเดิม กรุงเทพฯ ๑๐๖๐๐ หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๔๗๕ ๔๘๘๒, ๐ ๒๔๗๕ ๔๕๕๑, ๐ ๒๔๗๕ ๕๖๘๓ หมายเลขโทรสาร ๐ ๒๔๗๕ ๕๕๕๗
           - โอนเงินหรือเช็คสั่งจ่ายธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขากองบัญชาการกองทัพเรือ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ ๑๑๕ - ๒ - ๐๖๖๑๓ - ๘ ชื่อบัญชี "พระกฐินพระราชทานกองทัพเรือ"
           - ธนาณัติสั่งจ่าย ปณ.บางกอกใหญ่ ๑๐๖๐๐ ในนาม กรมการเงินทหารเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ ๑๐๖๐๐
           - วัดชิโนรสาราม วรวิหาร แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐ หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๔๑๒ ๐๕๒๓ หรือ ๐๘๑ ๙๒๐ ๖๙๑๔
(ที่มา :คณะกรรมการดำเนินการถวายผ้าพระกฐินฯ)

กองทัพเรือ ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย

พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ สั่งการให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ เตรียมการและสนับสนุนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการให้การช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ โดยกองทัพเรือได้จัดเจ้าหน้าที่ประสานงานไปประจำอยู่ที่คณะกรรมการบริหาร จัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) และจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำรับผิดชอบโดยกรมอู่ทหารเรือในการควบคุม ดูแลเครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งได้ติดตั้งเครื่องผลักดันเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งสิ้น ๖๑ เครื่อง
          ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ โดย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ฐานทัพเรือกรุงเทพ ได้จัดชุดเคลื่อนที่เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้ว
          ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ โดย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ฐานทัพเรือกรุงเทพ ได้จัดชุดเคลื่อนที่เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้วจำนวน ๑๐ ชุด แต่ละชุดประกอบด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ จำนวน ๑ คัน บรรทุกเรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ติดท้าย จำนวน ๒ ลำ กำลังพล จำนวน ๑๔ นาย (หัวหน้าชุด - พลขับ - เจ้าหน้าที่ประจำเรือ ๖ นาย/ลำ) สามารถออกปฏิบัติการได้ภายใน ๓ ชั่วโมง สำหรับหน่วยสนับสนุนอื่น ๆ พื้นที่สัตหีบ พร้อมให้การสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ภายใน ๖ ชั่วโมง ทั้งนี้ กองทัพเรือยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมจัดส่งเครื่องผลักดัน น้ำเพิ่มเติมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ที่ขอรับความช่วยเหลือ สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้ที่ สายด่วนศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ ๑๖๙๖ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง
          ในการนี้ พลเรือเอก ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ ได้มอบนโยบายให้ พลเรือโท ไกรวุธ วัฒนธรรม รองเสนาธิการทหารเรือ/รองเสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในการให้การช่วยเหลือเรื่องผลักดันน้ำ ในวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ (ที่มา : สลก.ทร.)

ผู้บัญชาการทหารเรือและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ฟังการบรรยายสรุปงานสำคัญของกรมฝ่ายอำนวยการและหน่วยที่เกี่ยวข้อง

วันนี้ (๗ ตุลาคม ๒๕๕๖) เวลา ๐๙.๓๐ น. พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการ ทหารเรือ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ฟังการบรรยายสรุปงานสำคัญที่ได้ดำเนินการแล้วในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ และที่ต้องดำเนินการในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ รวมทั้งปัญหาและข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานของกรมฝ่ายอำนวยการประกอบด้วยกรม กำลังพลทหารเรือ กรมข่าวทหารเรือ กรมยุทธการทหารเรือ และกรมส่งกำลังบำรุงทหารเรือ จะบรรยายและตอบข้อซักถามในส่วนความรับผิดชอบ
        กรมฝ่ายอำนวยการและหน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการบรรยายสรุปงานสำคัญ ในครั้งนี้เพื่อให้คณะผู้บังคับบัญชาที่รับหน้าที่ใหม่ได้รับทราบรับทราบและ เป็นข้อมูลในการบริหารงานต่อไป โดยการบรรยายสรุปจัดขึ้นในวันที่ ๗ และ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ระหว่างเวลา ๐๙.๓๐ น. - ๑๒.๐๐ น. ณ ห้องประชุม ชั้น ๖ อาคารกองบัญชาการกองทัพเรือ วังนันทอุทยาน โดยมี ผู้บัญชาการทหารเรือ รองผู้บัญชาการทหารเรือ ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพเรือ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เสนาธิการทหารเรือ รองเสนาธิการทหารเรือ และผู้ช่วยเสนาธิการทหารเรือฝ่ายต่าง ๆ เข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุป ฯ
         ในวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ มี กรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ สำนักงานปลัดบัญชีทหารเรือ และสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ บรรยายและตอบข้อซักถาม
(ที่มา : สลก.ทร.)

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การฝึกผสมพหุภาคีด้านความมั่นคงทางทะเลที่ออสเตรเลีย


เรือฟริเกต INS Sahyadri ของอินเดีย และเรือพิฆาต PLAN Quindago ของจีน ร่วมกับเรือจากมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และไทย เข้าร่วมการฝึกผสมพหุภาคีด้านความมั่นคงทางทะเล ตามกรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ASEAN และประเทศคู่เจรจา (ADMM - Plus MS FTX) บริเวณอ่าวจาร์วิส ออสเตรเลีย ตั้งแต่วันที่ ๒๙ กันยายน - ๒ ตุลาคม๒๕๕๖ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะในการต่อต้านการกระทำอันเป็นโจรสลัดและ รักษาความปลอดภัยเส้นทางในการเดินเรือ โดยการฝึกประกอบด้วยการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงทางทะเล การสาธิตการลาดตระเวน การขึ้นตรวจเยี่ยมเรือ รวมทั้งการตรวจค้นเรือต้องสงสัย ทั้งนี้ เรือหลวงกระบี่เข้าร่วมการฝึกผสม ฯ ครั้งนี้ด้วย (ที่มา : ขว.ทร.)

กองทัพเรือร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์อาศรมหมอพรและอาคารเรียนรู้การแพทย์เชิงบูรณาการ

วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๐.๐๐ น. พลเรือตรี พันเลิศ แกล้วทนงค์ รองเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานร่วมมูลนิธิราชสกุลอาภากร ฯ ในพิธีวางศิลาฤกษ์อาศรมหมอพรและอาคารเรียนรู้การแพทย์เชิงบูรณาการ ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพฯ
         กรมแพทย์ทหารเรือ ได้ร่วมกับมูลนิธิราชสกุลอาภากร ใน พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ดำเนินโครงการ "อาศรมหมอพร" เพื่อเป็นสถานที่เคารพสักการะ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ของข้าราชการ ประชาชน รวมทั้งผู้ป่วยและญาติที่จะขอกำลังใจด้วยศรัทธาในเสด็จในกรม ฯ ตลอดจนได้สร้างอาคารเรียนรู้การแพทย์เชิงบูรณาการ เพื่อจัดแสดงการแพทย์เชิงบูรณาการ โดยจัดภูมิทัศน์โดยรอบอาศรมหมอพรเป็นสวนรักษ์สุขภาพ ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ
(ที่มา : สลก.ทร.)

เรือของกองทัพเรือสาธารณรัฐสิงคโปร์เดินทางเข้าเยี่ยมประเทศไทย

 กองทัพเรือ อนุญาติให้กองทัพเรือสาธารณรัฐสิงคโปร์ นำเรือจำนวน ๒ ลำ ประกอบด้วย เรือ RSS TENACIOUS และ เรือ RSS VIGOUR เข้าเยี่ยมประเทศไทย ระหว่าง วันที่ ๔ - ๖ ตุลาคม ๒๕๕๖ โดยจอดเรือเทียบท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ทั้งนี้ เพื่อเข้ารับการส่งกำลังบำรุงและให้กำลังพลประจำเรือพักผ่อนภายหลังจากการ ปฏิบัติภารกิจในทะเล ในการนี้ ผู้บังคับการเรือทั้ง ๒ ลำ จะเข้าเยี่ยมคำนับ พลเรือโท เริงฤทธิ์ บุญส่งประเสริฐ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ ในโอกาสนี้ด้วย (ที่มา : ยก.ทร.)

เสนาธิการทหารเรือ/เสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ ประชุมการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกองทัพเรือ

  วาน นี้ (๓ ตุลาคม ๒๕๕๖) เวลา ๐๙.๓๐ น. พลเรือเอก ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ เสนาธิการทหารเรือ/เสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ เป็นประธานในการประชุมการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกองทัพเรือ ณ ห้องประชุมทางไกลผ่านวีดิทัศน์ (VTC) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
           จากการรายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ระดับน้ำยังคงทรงตัวในภาวะปกติ ซึ่งกองทัพเรือได้สนับสนุนสำนักนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอ.) ในการผลักดันน้ำ โดยหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำ กรมอู่ทหารเรือ ได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำตามที่สำนักนโยบายและบริหาร ฯ ร้องขอเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งสิ้น ๖๑ เครื่อง สำหรับการประชุมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกองทัพเรือในครั้งนี้เพื่อ เตรียมความพร้อมของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ โดยศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ฐานทัพเรือกรุงเทพ ได้จัดชุดเคลื่อนที่เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้ว จำนวน ๑๐ ชุด แต่ละชุดประกอบด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ จำนวน ๑ คัน บรรทุกเรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ติดท้าย จำนวน ๒ ลำ กำลังพล จำนวน ๑๔ นาย (หัวหน้าชุด - พลขับ - เจ้าหน้าที่ประจำเรือ ๖ นาย/ลำ) สามารถออกปฏิบัติการได้ภายใน ๓ ชั่วโมง สำหรับหน่วยสนับสนุนอื่น ๆ พื้นที่สัตหีบ พร้อมให้การสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ภายใน ๖ ชั่วโมง
           ทั้งนี้ กองทัพเรือยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมจัดส่งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ที่ขอรับความช่วยเหลือ สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้ที่ สายด่วนศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ ๑๖๙๖ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง (ที่มา : สลก.ทร.)

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รัสเซียทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำ


เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ พลเรือเอก Alexander Tatarinov ผู้บัญชาการทหารเรือรัสเซีย แถลงว่า กองทัพเรือรัสเซียทำพิธีปล่อยเรือชุด Yury Ivanov ลงน้ำ ตาม Project 18280 ที่อู่ต่อเรือ Severnaya Verf เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยเรือมีระวางขับน้ำ ๔,๐๐๐ ตัน รัศมีปฏิบัติการ ๘,๐๐๐ ไมล์ กำลังพลประจำเรือ ๑๒๐ นาย และจะเข้าประจำการในกองเรือภาคเหนือในปี ๒๕๕๗ อนึ่ง ตาม Project 18280 กองทัพเรือรัสเซียมีแผนต่อเรือ รวม ๓ ลำ (ที่มา : ขว.ทร.)

ขอเชิญชมการฝึกภาคทางทะเลของโรงเรียนนายเรือบนเรือหลวงกระบี่ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

กองทัพเรือ ขอเชิญชวนข้าราชการ ทหาร ลูกจ้าง และครอบครัว ชมรายการเกี่ยวกับการฝึกภาคทางทะเลของโรงเรียนนายเรือ บนเรือหลวงกระบี่ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ในรายการสถานีประชาชน ในวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๖ ระหว่างเวลา ๑๕.๐๕ น. - ๑๕.๓๐ น., รายการข่าวภาคดึกในรายการ "วันใหม่ ThaiPBS" และในรายงานสดข่าวภาคเที่ยงและข่าวภาคค่ำ โดยจะออกอากาศ ในวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ (ที่มา : กพร.ทร.)

คณะหลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ ๓ เข้าชมโบราณสถานในพระราชวังเดิม

วันนี้ (๓ ตุลาคม ๒๕๕๖) เวลา ๑๖.๐๐ น. พลเรือโท ประพฤติพร อักษรมัต ผู้ช่วยเสนาธิการทหารเรือฝ่ายกิจการพลเรือน นำคณะหลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ ๓ จำนวน ๖๐ คน เข้าชมโบราณสถานในพระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
        การที่กองทัพเรือสนับสนุนการเข้าชมโบราณสถานในพระราชวังเดิมในครั้งนี้ เพื่อเป็นการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์โบราณสถานในพระราชวังเดิมและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยงานภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการประสานขอความร่วมมือในการจัดกิจกรรมการกุศลของกองทัพเรือในโอกาสต่อไป
         การเยี่ยมชมโบราณสถานในพระราชวังเดิม เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์ - ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๑.๓๐ น. และ ๑๓.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. โดยส่งหนังสือการขอเข้าชมไปที่ กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ กองบัญชาการกองทัพเรือ ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๔๗๕ ๔๘๒๑, ๐ ๒๔๗๕ ๔๔๔๕ หมายเลขโทรสาร ๐ ๒๔๗๕ ๔๘๒๑ และมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม กองบัญชาการกองทัพเรือ ถนน อรุณอมรินทร์ แขวงวัดอรุณ ฯ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพ ฯ ๑๐๖๐๐ หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๔๖๖ ๙๓๕๕ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม (ที่มา : กพร.ทร.)

ขอเชิญผู้รู้จักคุ้นเคยร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก ลิ้ม ลีละบุตร บิดา นาวาเอก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สบสุข ลีละบุตร ณ เมรุวัดเจ้าอาม

 วันนี้ (๓ ตุลาคม ๒๕๕๖) เวลา ๑๖.๐๐ น. ขอเชิญผู้รู้จักคุ้นเคยร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก ลิ้ม สีละบุตร บิดา นาวาเอก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สบสุข ลีละบุตร ผู้อำนวยการ กองวิเคราะห์และทดสอบ กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ ณ เมรุวัดเจ้าอาม เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร (ที่มา : ศปก.ทร.)

บทความทางศีลธรรมและวัฒนธรรม เรื่อง "จะอยู่ใกล้ใครดี"

  กองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดทำบทความทางศีลธรรมและวัฒนธรรมเพื่อเผยแพร่ให้กำลังพลได้ทราบถึงหลักธรรม ในการดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท ในวันนี้นำเสนอเรื่อง "จะอยู่ใกล้ใครดี"
          ธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่ในสังคมจะต้องอยู่ใกล้คนใดคนหนึ่ง หรือหลายคนซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ สังคมเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ สังคม สติปัญญาและทัศนคติอย่างมาก ถึงกับมีพระพุทธพจน์ตรัสเตือนไว้ว่า "คบคนเช่นใดก็เป็นเช่นนั้น" จึงทรงแนะว่า "หากไม่ได้อยู่ร่วมกับคนที่มีคุณธรรม การอยู่คนเดียวจะประเสริฐกว่า"
           เมื่อมองให้ทะลุไปอีกจะพบว่า การปฏิบัติให้ได้ตามข้อที่ทรงแนะนำนั้นมิใช่เรื่องง่ายเลย เพราะว่าตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนก็จะถูกแทรกซึมภายในใจด้วยกิเลสตลอดเวลามาก บ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ๓ ประการ คือ
           ๑. โลภะ จะมีลักษณะยั่วยุให้หลงระเริง จนกลายเป็นคนไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ
           ๒. โทสะ จะมีลักษณะเป็นคนอารมณ์ร้อน ใจเปราะบาง ถูกอะไรมากระทบก็จะกลายเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที สามารถทำลายบุคคลและสิ่งรอบข้างได้
           ๓. โมหะ มีลักษณะเหมือนรู้ทุกอย่าง แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้ว ไม่รู้เลยสักอย่าง รวมทั้งงานในหน้าที่ด้วย จึงกลายเป็นคนทำผิด พูดผิด ตัดสินใจผิด เป็นผู้มืดบอดในทางปัญญา จึงทำตนให้ตกอยู่ในโลกมืดตลอดเวลา
          หากมนุษย์เราถูกกิเลส ๓ ประการข้างต้น เข้าครอบงำ ก็คงเป็นเรื่องยากว่าจะเลือกอยู่ใกล้ใครดี เพราะแต่ละคนก็ไม่มีใครมีอะไรดีในตัวเลย ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ง่ายสุดก็คือ ขอให้มีสติระลึกรู้เท่าทัน แล้วใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท หลีกหนีคนพาล คบหาแต่บัณฑิต เพียงเท่านี้ความรู้สึกที่ว่า "จะอยู่ใกล้ใครดี" ก็จะไม่เกิดอย่างแน่นอน (ที่มา : อศจ.ยศ.ทร.)